11,000 กว่าปี เมือง “เยรีโค”

เยรีโค ถือว่า เป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด ในบรรดาเมืองที่เคยมีหรือเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ ซึ่งชื่อเรื่องในภาษาเขียนว่า”Jercho ทำให้กลายคนอ่านว่า “เจริโค“โดยคนส่วนมากออกเสียงตามเจ้าของเมือง หากเป็นคนที่นั่นก็จะอ่านว่า “เยริโค” ทั้ง 3 คนนี้มี 3 ความหมายด้วยกันความหมายแรกจะแปลว่าเมืองแห่งพระจันทร์ ความหมายที่สองมีความว่า เมืองแห่งต้นปาล์ม และสุดท้ายคือเมืองแห่งความหอม ทั้งสามสิ่งที่เมืองภาคภูมิใจเป็นอันดับมาก เพราะมีเรื่องราวอยู่ในเมืองนี้มากมาย

เมืองนี้เป็นเมืองที่มีการตั้งรกรากของประชากรอันยาวนานสิริรวม 11,000 กว่าปี (นับมาจนถึงทุกวันนี้) เมืองที่ประชากรตั้งรกรากและอายุเกินหนึ่งหมื่นหนึ่งพันกว่าปีในโลกนี้ เก่ากว่าบาลิโลนและอียิปต์มาก มีอยู่เมืองเดียวเท่านั้นคือ เมืองเยรีโค ซึ่งตั้งอยู่ในปาเลสไตน์ นอกนั้นเป็นเมืองที่มีอายุ 7,000 กว่าเมือง คือเมืองบิบลอส (Byblos) ในเลบานอน และเมืองอะเลปโป (Aleppo) ของซีเรียตามลำดับ ส่วนใหญ่ ยิ่งในศาสนาคริสต์ด้วยแล้ว เมืองเยริโคมีความสำคัญมากเพราะถูกกล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิ้ลอยู่หลายตอน เมืองเยริโคตั้งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ ใกล้กับแม่น้ำจอร์แดน และมีประชากรอาศัยอยู่ไม่เคยขาด ทันทีที่เราเข้าไปในเขตเวสต์แบงก์ ก็จะเห็นกราฟิติที่เป็นภาพวาดบนกำแพงหลากหลายสีสัน ตรงนั้นเรียกว่าค่อนข้างอันตราย เราจึงถ่ายภาพได้เพียงช่วงที่รถวิ่งผ่านเท่านั้น แม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุด แต่ “เยรีโค” ก็ไม่ใช่เมืองหลวงของปาเลสไตน์แต่อย่างใด เพราะสำหรับชาวปาเลสไตน์แล้ว ถือว่ากรุงเยรูซาเล็มคือเมืองหลวง ดันไปซ้ำเมืองหลวงกับประเทศอิสราเอลที่มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงเช่นกัน คราวนี้ปัญหาโลกแตกจึงเกิดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ถ้าไปถามคนปาเลสไตน์เขาก็ให้ความเห็นว่าอิสราเอลควรจะเอาเมืองเทลอาวีฟ เป็นเมืองหลวงพร้อมเหตุผลร้อยแปด แต่ถ้าถามชาวอิสราเอลเขาก็จะให้ความเห็นว่า ปาเลสไตน์ควรเอากรุงรอมัลเลาะห์เป็นเมืองหลวง พร้อมเหตุผลร้อยแปดเช่นกัน ฉะนั้นเราในฐานะของนักท่องเที่ยว จึงขอข้ามเรื่องการเมืองไปเพราะ เป็นเรื่องที่น่าปวดหัวและปวดใจสำหรับทุกฝ่าย มาดูตำนานและสิ่งที่สวยงามของเยรีโคกันดีกว่า

แม้จะเป็นเมืองเก่าเมืองแก่แต่ก็มีประชากรอาศัยอยู่ในเมืองนี้ราวๆ 20,000 คน ถนนที่จะไปเยรีโคเป็นถนนหมายเลข 437 ซึ่งเราจะสามารถมองเห็นทุ่งโลกและภูเขาสลับกันไปมา สวยงามมากเราจะเห็นชาวเบดูอินประปรายอยู่รายทาง มีทั้งฝูงอูฐและฝูงม้าให้เราเห็นเป็นระยะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตรงที่เป็นทะเลทรายเรียกว่า Judaean Desert จะมีอูฐแสนเชื่องนั่งยิ้มรอให้เราถ่ายภาพอย่างใกล้ชิดอีกด้วย โดยที่จะมีชาวเบดูอินคอยกำกับท่าโพสให้ ทะเลทรายตรงนี้ถือว่าเป็น Semi-Desert คือไม่ถึงกับเป็นทะเลทรายเพียวๆ แบบในหนัง แต่เป็นทะเลทรายที่มีดินบ้าง หินบ้างปะปนกันไป

นอกจากนั้นเราจะผ่านคาสิโนแห่งหนึ่งมีชื่อว่า Oasis Casino ซึ่งเป็นคาสิโนที่เปิดขึ้นในปี 1998 ในสมัยของยัสเซอร์ อาราฟัส โดยเป็นความร่วมมือการบริหารจัดการของปาเลสไตน์และออสเตรีย ซึ่งเปิดทำการอยู่ได้เพียง 2 ปีก็ต้องปิดตัวลง แต่ใกล้ๆคาสิโนแห่งนี้ก็คือโรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล เป็นโรงแรมที่มีสวนปาล์มขึ้นอยู่อย่างสวยงามและอุดมสมบูรณ์ จริงๆแล้วเยรีโคยังมีชื่อเสียงเรื่องผลไม้อินทผลัมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีมากในดินแดนแถบนี้ แต่ที่นี่มีทั้งต้นปาล์มและต้นอินทผลัมสมดังคำร่ำลือทุกประการ

สถานที่แรกนั้นเป็นที่ที่เราจะพลาดไม่ได้นั่นก็คือ “ต้นมะเดื่อของศักเคียส ” ตามเรื่องราวในไบเบิ้ล ในสมัยของพระเยซูนั้น พระองค์ได้เดินทางจากผ่านเมืองเยรีโคเพื่อไปฉลองเทศกาลปัสกาที่กรุงเยรูซาเล็ม ณ เวลานั้นประชาชนที่ติดตามพระเยซูมีเป็นจำนวนมาก ก็มีคนเก็บภาษีร่างเตี้ยคนหนึ่งพยายามเขย่งเท่าไหร่ก็มองไม่เห็น ศักเคียสก็เลยปีนขึ้นไปบนต้นมะเดื่อเพื่อจะได้มองเห็น และฟังคำสั่งสอนที่พระเยซูเทศนาในวันนั้น ต้นมะเดื่อต้นนี้ จริงๆแล้วคงไม่ใช่ต้นดั้งเดิมที่มีอายุหลายพันปีหรอก เพราะดูจากความใหญ่โตของลำต้นและกิ่งก้านสาขาแล้ว น่าจะเป็นต้นลูก ต้นหลาน ต้นเหลนที่แตกออกมาจากต้นดั้งเดิมที่สิ้นอายุขัยไปแล้วอีกที แต่ก็เป็นที่ระลึกว่า ที่ตรงนี้ ต้นมะกอกแบบนี้ เมื่อสองพันกว่าปีก่อนนั้นมีอยู่จริงตามเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิ้ลนั่นเอง แล้วศักเคียสสำคัญอย่างไร ศักเคียสก็เป็นคนเก็บภาษีที่หน้าเลือดมาก อาชีพคนเก็บภาษีสมัยก่อนจะต้องเป็นคนขี้โกงนิดๆ เขี้ยวลากดินหน่อยๆ และไม่ค่อยมีใครชอบ แต่หลังจากนั้น พระเยซูก็ไปเยี่ยมบ้านของศักเคียสและแนะนำให้เขาบริจาคเงินกับคนยากจนบ้าง และศักเคียสก็กลับใจกลายเป็นคนดีมีศีลธรรม เรื่องราวของศักเคียสก็ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์อีกด้วย

ไม่ไกลจากต้นมะเดื่อ เรามุ่งหน้าตรงไปยัง “ฮิแชมพาเลซ” (Hisham’s Palace) อันเป็นซากพระราชวังเก่าโบราณของกษัตริย์อาหรับสมัยก่อน ซึ่งเก่ามากขนาดที่ว่าต้องเก็งๆเอาว่าคนสร้างเป็นใครกันแน่ ระหว่าง Umayyad Caliph Hisham (ค.ศ.724-743) กับ Al – Walid Ibn Yazid (ค.ศ.743-744) อาจจะสร้างตั้งแต่สมัยกาหลิบฮิแชม หรืออาจจะสร้างโดยผู้สืบเชื้อสายจากกาหลิบฮิแชม แล้วสร้างเพื่อรำลึกถึงกาหลิบฮิแชมก็ได้ ดูจากสิ่งก่อสร้างที่ยังพอหลงเหลือให้เห็น เราสามารถทราบได้ว่า เป็นห้องอะไรบ้าง เช่น ห้องอาบน้ำ ห้องรับแขก มัสยิด และยังมีพื้นกระเบื้องโมเสคที่เป็นลายเก่าโบราณแปลกตา แต่น่าเสียดายที่แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทำให้พระราชวังแห่งนี้ต้องเสียหายไปอย่างมาก แม้จะเคยบูรณะบ้างแล้วก็ตาม มีกระเบื้องของห้องรับแขกห้องหนึ่งที่ยังมีความสมบูรณ์อยู่มาก ทั้งสี และดีไซน์นั่นก็คือกระเบื้องที่มีชื่อว่า Tree of Life หรือต้นไม้ของชีวิต เป็นภาพกวางกับต้นทับทิม ในภาพจะเป็นต้นทับทิม มี 15 ผล ข้างซ้ายเป็นกวางสองตัว กำลังแทะเล็มใบอ่อนของต้นไม้นี้ด้วยความรื่นรมย์ ส่วนทางด้านขวานั้นก็คือ กวางที่กำลังจะถูกสิงโตขย้ำอย่างดุร้าย ซึ่งเป็นภาพที่มีนัยะสำคัญ เพราะทับทิม 15 ผล ก็คือประเทศที่อยู่ใต้การปกครองของกาหลิบ ในราชวงศ์อูเมย์ยาร์ด (Umayyad Dynasty) กวางที่มาทางด้านซ้าย คือ มาดี เข้าตามตรอก ออกตามประตูเข้ามาอย่างเป็นมิตร ก็ได้กินดอกผล แต่ถ้าเข้ามาแบบร้ายๆ แบบภาพทางขวา ก็จะโดนสิงโตขย้ำกินอย่างแน่นอน

ในเมืองเยรีโค ก็ยังมีภูเขาแห่งการประจญ (Mt. of Temptation) ตามเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิ้ลอีก ที่ในสมัยนั้นหลังจากที่พระเยซูได้รับพิธีล้างที่แม่น้ำจอร์แดนแล้ว ก็ได้ขึ้นภูเขาแห่งนี้ไปอดอาหาร 40 วัน บนภูเขาแห่งนี้มีโบสถ์ที่ต้องนั่งเคเบิ้ลคาร์ขึ้นไป เคเบิ้ลคาร์จะไปจอดตรงร้านอาหารพอดิบพอดี จึงเป็นจุดนัดพบที่สำคัญเพราะระยะทางจากร้านอาหารไปถึงโบสถ์เรายังต้องขึ้นบันไดอีกหลายร้อยขั้นมาก ข้อสำคัญคือถ้าไปเที่ยวในฤดูร้อน จะร้อนสุดสุด เหมือนเดินอยู่ในทะเลทราย ซึ่งมีความอันตรายจากการขาดน้ำในร่างกายมาก เพราะแม้ว่าอากาศจะร้อนระอุ แต่เป็นร้อนแห้งๆ เราจะไม่รู้สึกว่าสูญเสียน้ำ แต่จริงๆแล้วร่างกายเราเสียน้ำเยอะมาก จึงต้องจิบน้ำบ่อยๆ แม้ว่าจะไม่กระหายน้ำก็ตาม

ภายในเป็นโบสถ์ตกแต่งและประดับประดาไปด้วยฝีมือวาดภาพทั้งบนเพดาน และไม้เก่าโบราณสวยงามมาก ภายในเป็นทั้งหินและดิน แต่มีการสร้างอย่างประณีต สมัยก่อนสร้างไว้ให้บรรดาฤาษีนักบวชให้เข้าไปสวดภาวนา แต่ในสมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเปิดให้นักท่องเที่ยวทุกคนเข้าไปได้ ตลอดทางเดินก็จะมีเด็กชาวเยรีโคมาขายของจำพวกโปสการ์ดและอินทผลัมมากมาย

อีกที่หนึ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลยก็คือ “กำแพงเมืองเก่า” (Tell es-Sultan) รับรองว่าเก่าจริงๆ ไม่ได้เก่าธรรมดา แต่เก่าถึงขั้นกว่าจะขุดเจอก็ผ่านไปหลายพันปี แต่ว่าเป็นกำแพงที่มีอยู่จริงตามเรื่องราวในคัมภีร์เป๊ะๆ ตั้งแต่สมัยโมเสส ที่ตรงนี้เองที่เป็นหลักฐานสำคัญว่าเมืองนี้เก่าแก่ขนาดไหน เรื่องของเรื่องก็คือพอโมเสสตายไปแล้ว คนที่เป็นผู้นำต่อจากโมเสสชื่อ “โยชูวา” หรือว่าโจชัว (Joshua) ในภาษาอังกฤษ (แต่ในที่นี้เราจะออกเสียงให้ตรงกับเสียงเดิมมากที่สุด) โยชูวาก็จะไปรบกับเมืองเยรีโค เลยส่งทหารมาสอดแนมที่กำแพงเมืองก่อนสองนาย ทหารสองนายนี้ก็คงจะมีพิรุธ เลยมีคนไปฟ้องกษัตริย์ของเมืองเยรีโค ว่าศัตรูส่งคนมาสอดแนมทหารสองนายเลยต้องวิ่งหาที่ซ่อนตัวก็บังเอิ๊ญ บังเอิญ ว่าเข้าไปซ่อนตัวในบ้านของหญิงโสเภณีคนหนึ่งชื่อว่านางราหับ เพราะบ้านของนางราหับตั้งอยู่ตรงกำแพงเมืองพอดิบพอดี นางราหับเห็นเข้าก็สงสารพาไปซ่อนอยู่บนหลังคา พอคนมาเคาะประตูขอค้นบ้าน และอธิบายให้นางฟังว่าสองคนนั้นเป็นใคร นางก็บอกแค่ว่านางเห็นอยู่ว่ามีชายสองคนผ่านมาแถวนี้ แต่ว่าหนีไปแล้ว…เรื่องที่นางช่วยทหารสอดแนมนี้มักจะเป็นเรื่องที่ไก๊ด์ทุกคนจะต้องเล่าให้ฟังเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจว่ากำแพงของเมืองเยรีโคนั้นยิ่งใหญ่และซับซ้อนมากแค่ไหน

ฟังว่ามีบ้านอยู่ตรงกำแพงก็อาจจะดูงงๆ แต่พอไปเห็นสถานที่จริง เราจะเข้าใจว่าบ้านตรงกำแพงเป็นอย่างไร ก็เพราะว่ากำแพงนั้นหนามาก และมีหลายชั้น มีกำแพงชั้นนอก กำแพงชั้นในและกำแพงแต่ละชั้นก็ใหญ่และมีระยะห่างกันมาก จนสามารถมีบ้านคนตรงระหว่างกำแพงได้ และวิธีการถล่มเมืองนั้นก็แสนง่ายดายจนทำให้ชาวเมืองเยรีโคเกรงกลัวโยชูวาอยู่ไม่น้อย ตรงกำแพงเมืองเก่านี้มีนักโบราณคดีมาขุดหลายอยู่หลายครั้งด้วยกัน แต่ครั้งที่ดังเป็นประวัติการณ์มากๆ คือนักโบราณคดีจากอังกฤษที่ชื่อว่า แคทรีน เคนยอน ที่มาปฏิบัติการตั้งแต่ ปี 1952 – 1958 เธอขุดแล้วก็พบ สิ่งก่อสร้าง ขุดแล้วก็พบซากและร่องรอยของสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกันไปถึง 23 ชั้น!!! นั่นหมายความว่าเป็นเมืองที่เก่ามากจริงๆ คือมีการสร้างแล้วสร้างอีก ทับถมกันไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ก่อนยุคหินกลาง เท่ากับว่ามีผู้คนที่เคยอาศัยอยู่มากมายหลายยุคสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งซากปรักหักพังของหอคอยของเมืองเยรีโค หรือไม่ว่าจะเป็นบันใดและกำแพงในชั้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นหลักฐานที่แม้แต่นักโบราณคดีเองก็ยังต้องมาศึกษาเพราะเป็นที่เดียวในโลกจริงๆ เมื่อเดินออกมาอีกไม่นานก็จะเห็นแหล่งน้ำของเมืองเยรีโค อันมีชื่อว่า Elisha’s Well ซึ่งก็ตรงกับบ่อน้ำของเอลีชาในพระคัมภีร์อีกว่า ในสมัยนั้นน้ำในเมืองนี้เป็นน้ำกร่อยกินไม่ได้ แต่หลังจากที่ประกาศเอลีชาห์ได้ผ่านมาก็ได้มาเปลี่ยนให้กลายเป็นน้ำที่มีรสชาติดี และยังเป็นบ่อน้ำที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ผลิตน้ำได้ 700 คิวบิกเมตรต่อชั่วโมง พูดง่ายๆว่าน้ำบ่อเดียวนี้เลี้ยงผู้คนและต้นไม้ รวมไปถึงการเพาะปลูกต่างๆได้ทั้งเมือง

จากตรงนี้เราก็ไปต่อกันที่ที่ว่ากันว่าเป็นที่ไว้ศพของนบีมูซา หรือโมเสสนั่นเอง ที่ตรงนี้เป็นสิ่งปลูกสร้างที่ค่อนข้างเรียบง่าย คล้ายตึกสองชั้น แบ่งเป็นทั้งมัสยิดและห้องที่ไว้ศพของนบีมูซา (โมเสส) ภายในมีทางเดินซับซ้อนราวค่ายกลมีห้องล้อมรอบอยู่ด้านนอกถึง 120 ห้อง ซึ่งห้องเหล่านี้จะถูกจองไว้เวลามีงานฉลองประจำปีของนบีมูซา เพราะคนจะต้องเดินทางมาไกลบางครอบครัวก็เลยมาพักตรงนี้เสียเลยจะได้ไม่ต้องเหนื่อยมาก แต่ถ้าเป็นช่วงที่ไม่มีเทศกาลอะไรก็จะเงียบสงบมาก ที่โลงศพของนบีมูซาจะมีผ้าสีเขียวคลุมไว้แล้วมีตัวอักษรภาษาอาหรับเขียนไว้อย่างชัดเจนได้ใจความว่า

“พระเจ้าได้พูดกับโมเสสด้วยถ้อยคำของพระองค์เอง”

เพราะตามพระคัมภีร์ทั้งของยิว คริสต์ และอิสลามก็มีระบุไว้ในเรื่องที่โมเสสได้พูดกับพระเจ้าบนภูเขา ส่วนรอบๆสถานที่นี้นอกกำแพงออกไปก็คือ สุสานที่มีคนเป็นจำนวนมากมาจับจองไว้ เพราะต่างก็อยากจะฝังร่างไว้ใกล้ๆกับโมเสสนั่นเอง

เยรีโคนั้นยังมีเดดซี (Dead Sea) ซึ่งเป็นทะเลเดียวกับที่อิสราเอล และจอร์แดนมี เพราะเดดซีค่อนข้างกว้างใหญ่และมีอาณาเขตพอสมควร โปรแกรมของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จึงรวมไปถึงการไปนอนแช่น้ำในทะเลนี้ เพราะเนื่องจากเป็นทะเลเค็มที่สุด และมีแร่ธาตุอันอุดมสมบูรณ์ที่ใครๆก็ต้องมาลองนอนลอยตัวแช่น้ำดูสักครั้ง อันที่จริงแล้วเมืองเยรีโคนี้ยังมีสถานที่ที่น่าสนใจอีกไม่น้อย แต่ต้องเป็นคนที่ชอบประวัติศาสตร์แบบอิงศาสนา จะมีอรรถรสในการท่องเที่ยวมาก เพราะแต่ละสถานที่นั้นล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไปจากไบเบิ้ลทั้งหมด เป็นเมืองที่มีผู้คนน่ารักอัธยาศัยดี ใจดี มีกาแฟ นี่คงเป็นคำจำกัดความที่เราได้สัมผัสด้วยตัวเอง เพราะสำหรับนักท่องเที่ยว สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือรอยยิ้มและน้ำชา กาแฟที่เขาจะมีไว้ต้อนรับแขกเกือบทุกบ้าน เป็นธรรมเนียมคล้ายๆของไทยว่า “ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” แต่อยากจะแนะนำให้ไปเที่ยวในฤดูหนาวจะดีที่สุด เพราะในฤดูร้อนนั้นร้อนได้โหดร้ายจริงๆ

หากจะเปรียบไป…เยรีโคก็เหมือนหญิงที่มีอายุมากคนหนึ่ง ที่มีเรื่องเล่ามากมาย ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก จนความร้อนและความหนาวไม่สามารถทำอะไรผู้หญิงคนนี้ได้อีกต่อไป ด้วยความที่อายุมากเธอคงไม่มีเรี่ยวแรงที่จะเดินไปเล่าเรื่องราวให้ทุกคนฟังได้ เพราะเสียงก็แหบแห้งและสายตาก็พร่ามัวเต็มทน แต่เธอไม่เคยที่จะหยุดยิ้มและยินดีให้เราเข้าไปค้นหา แต่เราต้องมีความอดทนมากพอ และเราต้องเข้าไปในระยะที่ใกล้พอถึงจะได้ยินเสียง และเพื่อจะเห็นริ้วรอยต่างๆว่าอันไหนเป็นริ้วรอยทางธรรมชาติหรือริ้วรอยแผลเป็น เราต้องเข้าไปสัมผัสเองเท่านั้น…ถึงจะรู้จริง